วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556




วรรณคดี : กาพย์ห่อโคลง "นิราศธารทองแดง"
ผู้ประพันธ์ : เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง)
ชื่อพฤกษศาสตร์ : Canna indica
ชื่อสามัญ : Canna, Indian Shoot, Bulsarana
ชื่อวงศ์ : Cannaceae
ชื่ออื่น ๆ : พุทธศร บัวละวงศ์
พุทธรักษาเป็นไม้ขึ้นง่าย ใช้เป็นไม้ประดับตามริมรั้ว ขอบสระและปลูกลงแปลง ชอบแดดจัด ถ้าปลูกในที่รำไรจะไม่ออกดอก ขึ้นได้ในดินทุกชนิด แม้ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ แต่ต้องมีความชื้นในดินสูง เป็นพันธุ์ไม้ที่ออกดอกตลอดปี เมื่อออกดอกติดผล และผลแก่แล้วจะตายไป พุทธรักษามีขนาดลำต้นสูงประมาณ ๕๐ - ๒๐๐ เซนติเมตร ใบเป็นแผ่นคล้ายใบพาย สีเขียวสดรูปหอก เส้นใบเรียงกันเป็นเส้นบรรทัดอย่างใบกล้วย ขนาดยาวประมาณ ๓๐ - ๔๐ เซนติเมตร ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ดอกพุทธรักษาออกเป็นช่อตรงยอดของลำต้น ช่อมีขนาดยาว ๑๕ - ๒๕ เซนติเมตร เมื่อออกดอกแล้ว จะติดผลสีเขียวมีหนามตื้น ๆ เป็นพู ผลแก่มีสีดำภายในมีเมล็ดลักษณะกลมขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันเตา การขยายพันธุ์ ใช้วิธีเพาะเมล็ด หรือแยกหน่อปลูก

  ดาวเรือง (Tagetes erecta Linn.)

          ดาวเรือง ดอกไม้สีเหลืองสดใสที่ปลูกประดับตามบ้านตามสวนทั่วไปนั้น เป็นไม้ล้มลุกฤดูเดียว ในวงศ์เดียวกับทานตะวันและบานชื่นปลูกง่าย ให้ดอกเร็ว มีหลายพันธุ์ทั้งขนาดดอกเล็กและดอกใหญ่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศเม็กซิโก    มีบันทึกเป็นหลักฐานว่า ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้นำเข้ามาปลูกครั้งแรกในกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเจริญงอกงามได้ดีจนปลูกกันดาษดื่นในขณะนั้น ในวรรณคดีกาพย์ห่อโคลง นิราศธารทองแดง ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของ

         เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ กล่าวถึงดาวเรืองไว้ดังนี้
     ชาตบุษป์พุทธชาตซาบ
     กุหลาบกนาบทั้งสองทาง
     เบงระมาดยี่สุ่นกาง
     กลีบบานเพราเหล่าดาวเรือง
           ต้นดาวเรืองสูง ๓๐ - ๖๐ ซม. แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มเล็กๆ  ลำต้นอวบแข็ง ใบเป็นใบเดี่ยว ขอบหยักเว้าเป็นแฉกเล็กๆ  ลึกบ้างตื้นบ้าง สีเขียวเข็มเช่นเดียวกับลำต้น ช่อดอกกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒ - ๗ ซม. สีเหลือง เหลืองอมเขียว บางชนิดมีสีน้ำตาลแกมม่วงแซม บางพันธุ์มีทั้งดอกย่อยวงนอกและดอกย่อยวงในบางพันธุ์นี้จะไม่ติดเมล็ด พันธุ์ที่มีดอกย่อยทั้งสองวงจะติดเมล็ดง่าย เมล็ดแบน สีดำ เพาะขึ้นง่ายการขยายพันธุ์จึงนิยมใช้วิธีเพาะเมล็ด

          ดาวเรืองชอบที่แจ้ง ดินระบายน้ำดี นิยมปลูกเป็นแปลงประดับสวนและปลูกเป็นไม้กระถางนอกจากนั้น ในปัจจุบันเกษตรกรยังปลูกเป็นไม้ตัดดอกที่ทำรายได้ดีอีกชนิดหนึ่ง สีของดอกดาวเรืองเกิดจากรงควัตถุพวกแคโรทีนอยด์ ซึ่งใช้ทำสียอมผ้า และผสมอาหารไก่เพื่อให้ได้ไข่ไก่ที่มีสีแดง และผิวหนังไก่มีสีเข้มน่ารับประทานยิ่งขึ้น

          ดาวเรืองมีสรรพคุณใช้เป็นสมุนไพร ใบใช้ทาแผลเน่าเปื่อยและฝี ใช้ดอกผสมกับข่าและสะค้าน สำหรับรับประทานแก้ปวดท้อง ต้นใช้เป็นยาขับลม และแก้ปวดท้อง


 ดอกพุดตาน 


  สายหยุดพุทธชาดนางแย้ม             สุกรมแกมพะยอมหอมหวาน
        การะเกดกรรณิการ์ ชบาบาน               พุดตานชงโคโยทะกา
                                                                             อุณรุท : พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ร.1
        
       พุดตานเป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 5 เมตร  ต้นและกิ่งมีขนสีเทา  ใบ เดี่ยว ออกสลับ รูปไข่โคนรูปหัวใจ ปลายแหลม  ขอบใบเว้าลึก มี 3- 5 แฉก  ใบมีขนสาก  ดอก  ซ้อนใหญ่งามมาก แรกบานมีสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูและแดง  ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง  มีริ้วประดับ 7- 10 อัน  ผล กลม  เมื่อแก่แตกเป็น 5 แฉก  เมล็ด รูปไต มีขน ออกดอกตลอดปี

       การขยายพันธุ์  ตอนกิ่ง  ปักชำกิ่ง   ประโยชน์  ใบและดอกตำผสมน้ำผึ้งทาบริเวณฝี   แก้ผึ้งต่อย  ลดการอักเสบ   ใบแห้งบดรักษาแผลไฟไหม้   ถิ่นกำเนิด จีน นำเข้าสมัยรัชกาลที่ 2, 3  ชอบดินร่วน

เพิ่มเติมค่ะ

ดอกพุดตานเปลี่ยนสีตามเวลาค่ะ ตอนเช้า จะสีอ่อน กลางวันค่อยๆเข้มขึ้นค่ะ
เป็นพืชที่เปลี่ยนสีดอกให้เข้มขึ้น เมื่อได้รับแสงแดดเพิ่มขึ้น
สาเหตุ.....ที่กลีบดอกพุดตาน สามารถเปลี่ยนสีจากขาว เป็นสีชมพู หรือแดงได้ ก็เนื่องมาจาก
การเปลี่ยนสีของ รงควัตถุ พวกหนึ่งที่ชื่อว่า แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่มีอยู่ภายในเซลล์ของ
กลีบดอก รงควัตถุนี้จะเปลี่ยนสี เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมความเป็นกรดด่าง ที่เปลี่ยนไปของเซลล์ 

  แก้ว (อังกฤษOrange Jessamine, Satin-wood, Cosmetic Bark Tree) เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ใบออกเป็นช่อเป็นแผงออกใบเรียงสลับกันช่อหนึ่งประกอบด้วยใบย่อยประมาณ 4-8 ใบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม

ชื่อพื้นเมืองอื่น: กะมูนิง (มลายู ปัตตานี) แก้วขาว (กลาง) แก้วขี้ไก่ (ยะลา) แก้วพริก (เหนือ) แก้วลาย (สระบุรี) จ๊าพริก (ลำปาง) และ ตะไหลแก้ว (เหนือ)[1]
แก้วเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางลำต้นมีความสูงประมาณ5-10 เมตรเปลือกลำต้นสีขาวปนเทาลำต้นแตกเป็นสะเก็ดเป็นร่องตามยาวการแตกกิ่งก้านของทรงพุ่มไม่ค่อยเป็นระเบียบใบออกเป็นช่อเป็นแผงออกใบเรียงสลับกันช่อหนึ่งประกอบด้วยใบย่อยประมาณ 4-8 ใบใบเป็นมันสีเขียวเข้มขยี้ดูจะมีกลิ่นฉุนแรงขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อยขนาดของใบกว้างประมาณ 2 - 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ3-6 เซนติเมตรออกดอกเป็นช่อใหญ่ช่อสั้นออกตามปลายกิ่งหรือยอดช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 5 - 10 ดอก แต่ละดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 2 - 3 เซนติเมตร ผลรูปไข่ รีปลายทู่ มีสีส้ม ภายในมีเมล็ด 1 - 2 เมล็ด


ชื่อสามัญ                    Galaong, Snowy Orchid Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์             Bauhinia acuminata Linn.                    
วงศ์                           LEGUMINOSAE
ชื่ออื่นๆ                      ส้มเสี้ยว, เสี้ยวน้อย

ประโยชน์ของกาหลง
ในด้านสมุนไพรรักษาโรค คนไทยใช้ส่วนต่างๆ ของกาหลงดังนี้
ใบ : รักษาแผลในจมูก
ต้น : แก้โรคสตรี แก้ลักปิดลักเปิด แก้เสมหะ
ราก : แก้ไอ แก้ปวดศีรษะ ขับเสมหะ แก้บิด
ดอก : แก้ปวดศีรษะ ลดความ ดันเลือด แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้เสมหะ 

แก้อาเจียนเป็นเลือดในด้านไม้ดอกไม้ประดับ กาหลงมีรูปร่างใบและทรงพุ่มงดงาม
 จัดแต่งทรงพุ่มได้ง่าย ออกดอกได้ยาวนาน และปลูกดูแลรักษาได้ง่าย 
จึงนิยมนำมาปลูกในบริเวณอาคารบ้านเรือน และที่สาธารณะปกติกาหลงผลัดใบใน
ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-ธันวาคม) เริ่มแตกใบอ่อนในฤดูร้อน (เมษายน-พฤษภาคม)
และเริ่มออกดอกช่วงฤดูฝนกาหลงปลูกง่าย ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ไม่ต้องการปุ๋ยมาก

 เพราะเป็นพืชตระกูลถั่ว สามารถจับปุ๋ยจากอากาศได้เอง ชอบแดดจัดและขยายพันธุ์ได้ง่าย 
ทั้งการตอนและเพาะเมล็ด หากปลูกจากเมล็ดใช้ เวลาราว 2-4 ปี ก็จะออกดอกติดฝักได้แล้ว





  ชมดวงพวงนางแย้ม              บานแสล้มแย้มเกสร
                คิดความยามบังอร                        แย้มโอษฐ์ยิ้มพริ้มพรายงาม
                                                                                     กาพย์เห่เรือ : พระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์

        นางแย้มเป็นพันธุ์ไม้พุ่มขนาดย่อม สูงอย่างโตเต็มที่ประมาณ 1 - 1.5 เมตร  ใบโตสีเขียวแก่ มีดอกออกเป็นช่อตามปลายๆกิ่ง ช่อใหญ่ ดอกในช่อแต่ละดอกก็โตปานๆกันกับดอกมะลิซ้อน สีขาว มีกลีบหุ้มข้างนอกสีม่วงแดง มีกลิ่นหอมมาก ส่งกลิ่นเวลาเย็นๆ เรื่อยไปตลอดจนกระทั่งโรย การปลูกจะใช้กิ่งชำ หรือตอน  หรือใช้เมล็ด ได้ทั้งนั้น แต่เมล็ดมักไม่ค่อยมี             

        นางแย้มชอบที่มีแสงแดดรำไรมากว่าแดดจัด  ถ้าดินชุ่มชื้นดี จะออกดอกเป็นระยะๆตลอดทั้งปี ดอกในช่อดกและแน่น เรียงตัวลดหลั่นเป็นพุ่มเตี้ยๆ สวยงามประหนึ่งช่อดอกไม้ที่จัดไว้ ผิวใบสากระคายมือ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิว และเป็นผื่นคันได้สำหรับบางคนที่แพ้ นางแย้มเป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์เดียวกับผีเสื้อแสนสวย พนมสวรรค์ และสักถิ่นกำเนิดจากเขตกึ่งร้อนของเอเซีย ในประเทศจีน และญี่ปุ่น

                        พระจันทร์แจ่มกระจ่างแจ้ง         ส่องแสงช่อดูไสว
                นางแย้ม แย้มยิ้มอยู่ริมไพร                  เหมือนที่ไร่นางพิมเจ้ายิ้มแย้ม
                                                                                        ขุนช้างขุนแผน....สุนทรภู่ 
ดอกชงโค
ชงโค


“…ชงโคตะโกขบหว้าต้นกุมกากาฝากลง
ชอบกลต้นมหาหงส์มะเดื่อดูกลูกนมแมว…”
นิราศธารทองแดง : เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์
 ชื่ออื่นๆ:เสี้ยวดอกแดง Orchid Tree
 ชื่อพฤกษศาสตร์:Bauhinia purpurea L.
 วงศ์:LEGUMINOSAE - CAESALPINIOIDEAE
ชงโคเป็นไม้ต้น  ผลัดใบ  สูง 5-10 เมตร 

ใบ
  เดี่ยว ออกสลับ รูปค่อนข้างกลม โคนมนหรือเว้า ปลายเว้าลึก

ดอกช่อ
  สีชมพูถึงม่วงเข้ม ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง  กลีบดอก  5  กลีบ คล้ายดอกกล้วยไม้ มีกลิ่นหอม ดอกใหญ่  7-10 ซม.

ผล
 เป็นฝักแบนเมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก ออกดอกเดือนเมษายน-พฤษภาคม

การขยายพันธุ์
  เพาะเมล็ด  ตอน

ประโยชน์
  รากใช้เป็นยาขับลม  เปลือกเป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วง ดอกแก้ไข้  เป็นยา
ระบาย  เป็นไม้ที่มีประโยชน์ทางเศรฐกิจมาก

ถิ่นกำเนิด เขตร้อนทั่วไป  

จำปาหนาแน่นเนื่อง คลี่กลีบเหลืองเรืองอร่าม
คิดคนึงถึงนงราม ผิวเหลืองกว่าจำปาทอง


             จำปา มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของจีน อินเดียไทย มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย และมีชื่อตามภาษาท้องถิ่นว่า จำปากอ (มลายู-ใต้) จำปาเขา จำปาทอง (นครศรีธรรมราช) จำปาป่า (สุราษฎร์ธานี)จำปาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นสูงประมาณ 20 ฟุตมีสีน้ำตาลปนขาวเล็กน้อย กิ่งเปราะ ใบสีเขียวใหญ่เป็นมัน ดอกเริ่มแย้มจะมีกลิ่นหอมในช่วงพลบค่ำ ออกดอกเกือบตลอดปี แต่จะมีปากในช่วงฤดูฝน ปลูกนานกว่า 3 ปี จึงจะออกดอก จำปาเป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง ไม่ชอบที่น้ำขังจะทำให้ตายได้ ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วน โปร่ง อุดมสมบูรณ์ และจำปาเป็นไม้ที่มีประโยชน์ทางด้านสมุนไพร




ชื่อวิทยาศาสตร์   Michelia longifolia Blume
ตระกูล               Magnoliaceae
ชื่อสามัญ           White champae tree
ถิ่นกำเนิด            อินโดนีเซีีย

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
จำปี-จำปา เป็นไม้ดอกยืนต้นที่ปลูกในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว ในปัจจุบันมีเกษตรกรสนใจปลูกเป็นการค้ากันมากขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บดอกใช้ทำพวงมาลัยหรือใช้ประกอบในงานพิธีต่าง ๆ และยังปลูกตกแต่งสวนได้เพราะว่าทั้งดอกจำปี-จำปามีกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังมีจำปีสีนวล จำปาแขกที่จัดเป็นชนิดเดียวกันอีกด้วย พื้นที่การปลูกจำปี-จำปาในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2534 มีประมาณ 2,000 ไร่ และผลผลิตส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศมีเพียงส่วนน้อยที่เหลือส่งออกมีมูลค่า 8,000 บาท ประเทศที่รับซื้อคือเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม บรูไน (ข้อมูลจากด่านตรวจพืช)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร
ทั้งจำปี-จำปา เป็นไม้ยืนต้นมีลักษณะเป็นพุ่มใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว กว้าง ปลายใบแหลม การออกดอกจะออกที่บริเวณส่วนยอดของกิ่งและตามซอกใบ ดอกมีกลิ่นหอมแต่กลิ่นจะแตกต่างกัน กลีบดอกจำปีมีสีขาว-ขาวครีม ส่วนจำปานั้นกลีบดอกมีเหลืองเข้ม กลีบดอกมี 10-12 กลีบภายในดอกประกอบด้วยเกสรตัวเมีย 1 อันและเกสรตัวผู้มากกว่า 1 อัน



“…สารภียี่เข่งเบญจมาศบุนนาคการเกดลำดวนหอม
แถมนางแย้มแกมสุกรมต้นยมโดยพระพายโชยชื่นใจในไพรวัน…”
พระอภัยมณี : สุนทรภู่
 ชื่ออื่นๆ:Crape myrtle
 ชื่อพฤกษศาสตร์:Lagerstroemia indica L.
 วงศ์:LYTHRACEAE
 ยี่เข่งมีต้นแตกกอ แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบๆ ต้น  ผิวต้นสีเทาเกือบขาว  เรียบ  ลอกได้เป็นแผ่นบางๆ  กิ่งก้านอ่อน มีปีกแคบๆ  ดูเหมือนเป็นรูปสี่เหลี่ยม  ต้นสูงประมาณ 7 เมตร  ใบ เดี่ยว ออกตรงข้ามเรียงเป็นคู่ๆ ไปตามข้อต้น  แต่ใบที่อยู่ตรงส่วนยอดของต้นจะออกสลับกัน   ใบเป็นรูปไข่ โคนใบมน ปลายมนหรือแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบและมัน ท้องใบตรง เส้นกลางใบมีขนสั้นๆ ปกคลุมเล็กน้อย ใบกว้าง  2-4 ซม. ยาว 2.5- 7 ซม. สีเขียว ใบแทบจะไม่มีก้านใบเลย   ดอกช่อ  ออกเป็นช่ออยู่ที่ยอดของต้น ส่วนล่างของดอกเป็นเส้นกลมเล็กๆ  ส่วนบนบานแผ่ออกเป็นกลีบกลมขอบหยิก มีรอยยับย่น 6 กลีบ  สีม่วง หรือชมพู  ขาว แดงแก่ แดงอ่อน แดงดำ เกสรกลางดอกปลายเป็นตุ้มสีเหลือง  ดอกบานเต็มที่ประมาณ 4 ซม.ดอกเล็กกว่าดอกลั่นทมเล็กน้อย มีทั้งดอกซ้อนและดอกลา ดอกซ้อนกลิ่นหอมเย็น  ผล เมื่อดอกร่วงโรยไปจะเป็นผลรูปทรงกลมยาวประมาณ 1 ซม. กว้างประมาณ 1 ซม. ออกดอกตลอดปี  การขยายพันธุ์  เพาะเมล็ด  ตอนกิ่งปักชำ ประโยชน์  ใบ เป็นยาบำรุงหัวใจ   ดอก ใช้ทาแก้ผดผื่นคัน แก้บิด  รากและเปลือกเป็นพิษใช้ผสมยาแก้โรคผิวหนัง  ถิ่นกำเนิด จีน เป็นผู้นำเข้าตอนปลายรัชกาลที่ 3  เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย  ทนแล้ง น้ำกร่อย น้ำเค็มได้ 

  ดอกประดู่

              ประดู่ลำดวนยมโดย                           ลมโชยกลิ่นชวนหอมหวาน
        นางแย้มสายหยุดพุดตาล                          อังกาบชูก้านกระดังงา
                                                                            รามเกียรติ์  : พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1


ชื่อสามัญ Burma Padauk

ชื่อวิทยาศาสตร์ Plerocapus indicus. 

ตระกูล PAPILIONACEAE 

ลักษณะทั่วไปการเป็นมงคลตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูกการปลูกประดู่ประดู่เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ10-25 เมตรผิวเปลือกลำต้นมีสีดำหรือเทาลำต้นเป็นพูไม่กลมแตกกิ่งก้านสาขากว้างมีเรือนยอดทึบแตกเป็นสะเก็ดร่องตื้นๆใบเป็นช่อแตกออกจากปลายกิ่งมีใบย่อยประกอบอยู่ประมาณ 6-12 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปมนรีปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบเป็นมันสีเขียว ใบมีขนาดยาวประมาณ2-3 นิ้ว กว้างประมาณ 1-2 นิ้ว ออกดอกเป็นช่อออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กสีเหลือง ผลมีขนเล็ก ๆปกคลุมขนาดผลโตประมาณ 4-6 เซนติเมตร

คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นประดู่ไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดพลังแห่งความยิ่งใหญ่เพราะ ประดู่ คือ ความพร้อม ความร่วมือ ร่วมใจสามัคคี มีพลังเป็ฯอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากนี้ดอกของประดู่ยังมีลักษณะที่ระดมกันบานเต็มต้นดูลานตา ดังนั้นคนโบราณจึงได้เลือกเอาต้นประดู่เป็นไม้ประจำกอง กองทัพเรือ และคนไทยโบราณยังเชื่ออีกว่า ส่วนของแก่นไม้ยังใช้เป็นศิลปะการดนตรี ที่สำคัญของคนพื้นเมืองในสมัยโบราณอีกด้วย คือใช้ทำเป็นเครื่องเสียงพวกระนาด นั่นก็หมายถึง ความแข็งแกร่ง แข็งแรง
ช้องนาง 
“นาเวศเคลื่อนคล้อยคลา          ล่วงลอยตามชลธาร
ชมไม้ในอุทยาน                            บานเกลื่อนกล่นหล่นเรี่ยราย
ช้องนางนางคลี่ไว้                          คิดทรามวัยเคยสรงสยาย
กลิ่นร่ำน้ำอบอาย                           ไม่วายว่างห่างหอมเอยฯ”

(กาพย์เห่เรือ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Thunbergia repens Linn.
ชื่อภาษาอังกฤษ Bush Clock Vine

ช้องนางเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอาฟริกา เป็นไม้พุ่มเตี้ย แตกกิ่งก้านหนาแน่นใบมนปลาย ใบแหลม ดอกมีสีม่วงเข้ม รูปกรวยปากแตร มีกลีบ ดอก 5 กลีบ ออกดอกได้ตลอดปี สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งในที่รำไรและกลางแจ้ง
ขยายพันธุ์ได้โดยการตัดชำหรือการตอน
กุหลาบ
“…เที่ยวชมแถวขั้นรุกขชาติ
ดอกเกลื่อนดกกลาดหนักหนา
กาหลงกุหลาบกระดังงา
การะเกดกรรณิการ์ลำดวน…”
วรรณคดี  :  “รามเกียรติ์”
ผู้ประพันธ์ : พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ชื่อพฤกษศาสตร์  :  Rosa damascema, Mill.
ชื่อสามัญ          :  Damask Rose, Persia Rose, Mon Rose
ชื่อวงศ์             :  Rosaceae

กุหลาบมอญเป็นไม้ดอกประเภทไม้พุ่มผลัดใบ  ลำต้นตั้งตรง  กิ่งก้านมีหนาม  พุ่มสูงประมาณ ๒ - ๓ เมตร  อายุยืน  แข็งแรง  เป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดจัดอย่างน้อยวันละ ๖ ชั่วโมง  จึงควรปลูกในที่โล่งแจ้งแต่ควรเป็นที่อับลม  ขึ้นได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอ  ชอบน้ำ  แต่ไม่ชอบน้ำขัง  ดินจึงต้องระบายน้ำได้ดี  ชอบอากาศร้อนในตอนกลางวัน  และอากาศเย็นในตอนกลางคืน  กุหลาบมอญนี้ถือได้ว่าเป็นกุหลาบพื้นเมืองของไทย  ใบเป็นใบประกอบชนิดขนนก  มีหูใบ ๑ คู่  มีใบย่อย ๓ - ๕ ใบ  ในก้านช่อใบหนึ่ง ๆ ใบจัดเรียงแบบสลับ  ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน  มีรอยย่นเล็กน้อย  ขอบใบเป็นจักละเอียด  เส้นกลางใบด้านท้องใบมีหนามห่าง ๆ   ดอกมีลักษณะค่อนข้างกลม  กลับดอกเรียงซ้อนกันหลายชั้น  วนออกนอกเป็นรัศมีโดยรอบ  ดอกมีสีชมพูอ่อน  สีชมพูเข้ม  ดอกมักออกเป็นช่อ  ทางปลายกิ่ง  กลีบดอกมีลักษณะปลายแหลมเรียว
การขยายพันธ์ใช้วิธีตอนกิ่ง 
กระพ้อ
“…กระพ้อเงาะระงับกระจับบก
กระทกรกกระลำพอสมอไข่
ผักหวานตาลดำลำใย
มะเฟืองไฟไข่เน่าสะเดานา…”
วรรณคดี :  “ขุนช้างขุนแผน” ตอนขุนแผนลุแก่โทษ
ผู้ประพันธ์ :  สุนทรภู่
ชื่อพฤกษศาสตร์  :  Passiflora foetida, L.
ชื่อสามัญ          :  Stinking – Passion Flower
ชื่อวงศ์             :  Passifloraceae
ชื่ออื่น ๆ            :  หญ้ารกช้าง  กระโปรงทอง  เถาสิงโต
กระทกรกเป็นไม้ประเภทเถาเลื้อย  เถาเล็กสีเขียว  ใบเป็นใบเดี่ยว  แยกเป็น ๓ แฉกคล้ายใบตำลึง  ยาวประมาณ ๖ - ๗ ซ.ม.  แผ่นใบมีขนละเอียดปกคลุมจับนุ่มมือออกเป็นข้อ ๆ ละใบสลับข้างกัน  ก้านใบมีขนเห็นได้ชัด  หูใบมีลักษณะเป็นแผ่น  ปลายจักแหลม ๆ ขนาบอยู่ที่ฐานก้านใบ  ระหว่างฐานใบกับลำต้นมีมือเกาะลักษณะเป็นเส้นม้วนงอ  สำหรับเกาะให้เลื้อยขึ้นไปตามรั้วหรือต้นไม้อื่นที่อยู่ใกล้เคียง   ดอกเป็นดอกเดี่ยว  ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง  ๒ - ๓ เซนติเมตร  มีกาบใบเป็นฝอยร่างแห ๓ กาบ  กลีบเป็นเส้นฝอยละเอียดสีขาว  วงในเป็นสีม่วง  บอกในช่วงเช้าดอกออกตามซอกระหว่างก้านใบกับลำต้น  เมื่อดอกโรยจะติดผล   ผลมีลักษณะกลมเป็นพู  มีกาบใบเจริญเติบโตตามผลหุ้มผลไว้ผลหนึ่ง ๆ มีหลายเมล็ด  ออกดอกตลอดปี  ผลรับประทานเล่นได้

การเวก
“…สามกษัตริย์เที่ยวชมบุปผชาติ     ดอกดกเดียรดาษในสวนขวัญ
เกดแก้วพิกุลแกมพิกัน                     จวงจันทร์ลำดวนกระดังงา…”
วรรณคดี :  “รามเกียรติ์”
ผู้ประพันธ์ :  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ชื่อพฤกษศาสตร์  :  Artabotrys  siamensis 
ชื่อสามัญ          :  Artabotrys
ชื่อวงศ์             :  Annonaceae
ชื่ออื่น ๆ              :  กระดังงาเถา  กระดังงัว

การเวกเป็นไม้เถาขนาดกลางถึงใหญ่  เนื้อไม้แข็ง  มักพบตามป่าชื้นทั่ว ๆ ไปนิยมปลูกให้เลื้อยเป็นไม้ซุ้มตามเรือนต้นไม้  หรือซุ้มประตู  ใบร่มทึบ  อายุยืนมาก  ออกดอกตลอดปี  ขึ้นได้ดีในทุกที่ทุกแห่งที่มีความชื้นพอสมควร  ชอบอยู่กลางแจ้ง  ลำต้นอาจมีขนาดโคนต้นใหญ่ ๘ - ๑๒ นิ้ว    ลำต้นมีผิวเปลือกค่อนข้างเรียบ  สีเทาอมดำหรือน้ำตาล  มีกลิ่นเหม็นเขียวเพราะมีต้นน้ำมันกระจายอยู่    ใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียวจัด  เป็นมัน  รูปมนรี  ปลายแหลม  ยาวประมาณ ๖ - ๗ นิ้ว  แต่กว้างกว่ากระดังงา     ดอกอ่อนเป็นสีเขียว  เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นขาว  เหลืองอ่อน  จนแก่จัดมีสีเหลืองเข้ม  มีกลิ่นหอมรุนแรงและส่งกลิ่นไปได้ไกล  ดอกเป็นกลีบเรียวยาวแยกจากกัน ๖ กลีบ  ดอกใหญ่กว่าและกลีบดอกหนากว่ากระดังงา  เมื่อดอกแก่จะร่วงเป็นผล   ผลมีลักษณะกลมรี  เป็นพวง  สีเขียว  และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม  เมื่อผลแก่จัดภายในผลแก่มีเมล็ดสีดำเป็นเมือก ๆ
การขยายพันธุ์  นิยมใช้กิ่งตอน  เพราะโตเร็วกว่าการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดฟฟ
สุพรรณิการ์ 
“…เล็บนางงามแสล้ม
ต้นนางแย้มแกมดองดึง
สุพรรณิกากากระทึง
ดอกราชพฤกษ์ซึกไทรไตร…”
วรรณคดี : กาพย์ห่อโคลง “ นิราศธารทองแดง”
ผู้ประพันธ์ : เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์  “เจ้าฟ้ากุ้ง”
ชื่อพฤกษศาสตร์  :  Cochlospermum  religiosum
ชื่อสามัญ          :  Yellow  Slik-Cotton  Tree,  Butter-Cup  Tree
ชื่อวงศ์             :  Bixaceae

สุพรรณิการ์มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า  “ฝ้ายคำ”  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงประมาณ ๓ -๗ เมตร  ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด  ชอบแสงแดดจัด  ออกดอกหลังจากใบร่วงหมดในราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน
ใบมีลักษณะมน  ขอบเว้าเป็น ๕ แฉก  กว้างประมาณ ๖ นิ้ว  ยาวประมาณ ๘ นิ้ว  ท้องใบมีขนอ่อน
ดอกใหญ่มี ๕ กลีบ  สีเหลืองสด  กลีบดอกงุ้มเข้าหากันคล้ายถ้วย  ดอกมีขนาดกว้างประมาณ ๕ นิ้ว  กลางดอกมีเกสรตัวผู้มากมาย  เมื่อดอกโรยจะติดผล
ผลมีลักษณะกลมรี  ภายในผลมีเมล็ดมีปุยคล้ายปุยฝ้าย
การขยายพันธุ์  ใช้วิธีเพาะเมล็ด

 พิกุล
“…เสือมองย่องแอบต้นตาเสือ
ร่มหูกวางกวางเฝือฝูงกวางป่า
อ้อยช้างช้างน้าวเป็นราวมา
สาลิกาจับกิ่งพิกุลกิน…”
วรรณคดี : “ขุนช้างขุนแผน”
ผู้ประพันธ์ :  สุนทรภู่
ชื่อพฤกษศาสตร์  :  Mimusope  elengi, L.
ชื่อสามัญ          :  Bullet  Wood
ชื่อวงศ์             :  Sapotaceae

พิกุลเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง  กิ่งก้านค่อนข้างแจ้  แบน  คล้ายต้นหว้า  มีพุ่มใบแน่น  เหมาะสำหรับปลูกไว้บังแดดตอนบ่าย  ดอกมีกลิ่นหอม   ใบเป็นใบเดี่ยว  สีเขียวเข้ม  ปลายแหลมมน  มีขนาดใบกว้างประมาณ ๗ ซ.ม. ยาวประมาณ ๑๕ ซ.ม. เส้นกลางใบด้านท้องใบนูน  ก้านใบยาวประมาณ ๓ ซ.ม.    ดอกออกเป็นช่อ  เป็นกระจุก  ดอกมีขนาดเล็กกว้างประมาณ ๑ ซ.ม.  กลีบดอกเล็กแคบยาวเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ มองดูริมดอกเป็นจักเล็ก    ผลกลมโตคล้ายละมุดสีดา  แต่เล็กกว่าเล็กน้อย  ผลสุกสีแดงแสด  ใช้รับประทานได้  รสฝาดหวานมัน
การขยายพันธ์  ใช้เพาะเมล็ด หรือ ตอนกิ่ง
ทางด้านสมุนไพร  เปลือกใช้ต้มเอาน้ำอมเป็นยากลั้วล้างปาก  แก้ปากเปื่อย  ปวดฟัน  ฟันโยกคลอน  เหงือกบวม  เป็นยาคุมธาตุ  ดอกแห้งใช้ป่นทำยานัตถุ์  แก้ไข้  ปวดศรีษะ  เจ็บคอ  แก้ปวดตามร่างกาย  แก้ร้อนใน  เมล็ดตำละเอียดปั้นเป็นยาเม็ดสวนทวาร
ผกากรอง

“…มะลิวัลย์พันระกำขึ้นแกมจาก
ได้สามวันกรรมพรากไปจากห้อง
จำปีเคียงโศกระย้า  ผกากรอง
พี่โศกเศร้าเฝ้าตรองกว่าสองปี…”
วรรณคดี :  “ขุนช้างขุนแผน”
ผู้ประพันธ์ :  สุนทรภู่
ชื่อพฤกษศาสตร์  :  Lantana  camara, L.
ชื่อสามัญ          :  Cloth  of Gold,  Hedge  Flower,  Weeding  Lantana
ชื่อวงศ์             :  Verbenaceae
ชื่ออื่น ๆ            :  ก้ามกุ้ง  เบญจมาศป่า  ขะจาย  ขี้กา  คำขี้ไก่  เบ็งละมาศ  ไม้จีน

ผกากรองเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูงประมาณ ๒ - ๖ ฟุต  ขึ้นได้ในดินทุกชนิด  ชอบแล้งมากกว่าแฉะ  ชอบแสงแดดจัด  นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อดูดอกเพราะผกากรองให้ดอกสวยและดกตลอดปี ใบเป็นรูปไข่  ริมใบหยักเป็นจัก  ใบคายสากมือ  มีกลิ่นเหม็น      ดอกมีขนาดเล็กออกเป็นกระจุก  ขนาดโตประมาณ ๑ - ๑.๕ นิ้ว  มีหลายสี  เช่น  เหลืองอ่อน  แดง  ขาว  ม่วง  ชมพู  เหลืองเข้ม
การขยายพันธุ์  ใช้วิธีเพาะเมล็ด  หรือตัดกิ่งปักชำ
สรรพคุณทางสมุนไพร  ใบตำพอกแผล  ฝีพุพอง  ใบต้มน้ำอุ่นอาบ  หรือแช่แก้โรคปวดข้อ

 บุนนาค 
“….พิกุลบุนนาคมากมี
ตามทางหว่างวิถีสีขาวสด
ชมพลางทางเร่งรีบรถ
เลียบตามบรรพตคีรี…”
วรรณคดี : “อิเหนา”  ตอนท้าวปันจะรากันไปในพิธีอภิเษกสังคามาระตา
ผู้ประพันธ์ :  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ชื่อพฤกษศาสตร์  :  Mesua  ferrea, L.
ชื่อสามัญ          :  Indian  Rose  Dhestnut, Iron  Weed
ชื่อวงศ์             :  Guttiferae
ชื่ออื่น ๆ            :  นาคบุตร

บุนนาคเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่  ทรงพุ่มยอดแหลม  ออกดอกในฤดูหนาว  ใบเป็นใบเดี่ยว  ออกสลับทิศทางกัน  มีลักษณะเป็นกระจุกใหญ่ตรงกลาง  บางต้นกลีบดอกออกสีชมพูเรื่อ ๆ เมื่อดอกบานเต็มที่มีขนาด ๕ - ๗.๕ เซนติเมตร  หลังจากดอกโรยจะติดเมล็ด
การขยายพันธุ์  นิยมใช้วิธีตอนกิ่ง  หรือเพาะเมล็ด
คุณค่าทางสมุนไพร  ใช้เกสรผสมยาหอมบำรุงหัวใจ  แก้ร้อนในกระหายน้ำ  แก้วิงเวียนเป็นยาชู้กำลัง ฯลฯ
 ดอกกรรณิการ์ 

“…กรรณิการ์  ก้านสีแดงสด
คิดผ้าแสดติดขลิบนาง
เห็นเนื้อเรื่อโรงราง
ห่มสองบ่าอ่าโนเน่…”
วรรณคดี :  กาพย์ห่อโคลง  “นิราศธารโศก”
ผู้ประพันธ์ :  เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง)
ชื่อพฤกษศาสตร์    :  Nyctanthes arbor – tristis
ชื่อสามัญ            :  Night Jasmine
ชื่อวงศ์               :  Verbenaceae

กรรณิการ์เป็นพุ่มไม้ขนาดเล็ก  สูงประมาณ ๑ - ๒ เมตร  ใบสากคาย  ขอบใบเป็นจักตื้น ๆ และใบออกทิศทางตรงข้ามกัน
ดอกสีขาว  ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง  ลักษณะคล้ายดอกมะลิ  แต่มีขนาดกลีบแคบกว่า  ปลายกลีบมี ๒ แฉก  ขนาดไม่เท่ากัน  โคนกลีบติดกันเป็นหลอดสีส้มสด  ดอกบานส่งกลิ่นหอมในเวลากลางคืน  และจะร่วงในเช้าวันรุ่งขึ้น
ผลมีลักษณะกลมแบน  ขณะอ่อนมีสีเขียว  เมื่อแก่เป็นสีดำ
การขยายพันธุ์  ใช้ตอนกิ่ง
ทางด้านสมุนไพร  เปลือกให้น้ำฝาด  เปลือกชั้นในเมื่อผสมกับปูนขาวจะให้สีแดง  ดอกมีน้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้  เช่นเดียวกับมะลิ  ส่วนของดอกที่เป็นหลอด  สกัดเป็นสีย้อมผ้าไหม  ใบใช้แก้ไข้และโรคปวดตามข้อ  น้ำคั้นจากใบใช้เป็นยาระบาย  และเป็นยาขมเจริญอาหาร