วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ดอกชงโค
ชงโค


“…ชงโคตะโกขบหว้าต้นกุมกากาฝากลง
ชอบกลต้นมหาหงส์มะเดื่อดูกลูกนมแมว…”
นิราศธารทองแดง : เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์
 ชื่ออื่นๆ:เสี้ยวดอกแดง Orchid Tree
 ชื่อพฤกษศาสตร์:Bauhinia purpurea L.
 วงศ์:LEGUMINOSAE - CAESALPINIOIDEAE
ชงโคเป็นไม้ต้น  ผลัดใบ  สูง 5-10 เมตร 

ใบ
  เดี่ยว ออกสลับ รูปค่อนข้างกลม โคนมนหรือเว้า ปลายเว้าลึก

ดอกช่อ
  สีชมพูถึงม่วงเข้ม ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง  กลีบดอก  5  กลีบ คล้ายดอกกล้วยไม้ มีกลิ่นหอม ดอกใหญ่  7-10 ซม.

ผล
 เป็นฝักแบนเมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก ออกดอกเดือนเมษายน-พฤษภาคม

การขยายพันธุ์
  เพาะเมล็ด  ตอน

ประโยชน์
  รากใช้เป็นยาขับลม  เปลือกเป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วง ดอกแก้ไข้  เป็นยา
ระบาย  เป็นไม้ที่มีประโยชน์ทางเศรฐกิจมาก

ถิ่นกำเนิด เขตร้อนทั่วไป  

จำปาหนาแน่นเนื่อง คลี่กลีบเหลืองเรืองอร่าม
คิดคนึงถึงนงราม ผิวเหลืองกว่าจำปาทอง


             จำปา มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของจีน อินเดียไทย มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย และมีชื่อตามภาษาท้องถิ่นว่า จำปากอ (มลายู-ใต้) จำปาเขา จำปาทอง (นครศรีธรรมราช) จำปาป่า (สุราษฎร์ธานี)จำปาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นสูงประมาณ 20 ฟุตมีสีน้ำตาลปนขาวเล็กน้อย กิ่งเปราะ ใบสีเขียวใหญ่เป็นมัน ดอกเริ่มแย้มจะมีกลิ่นหอมในช่วงพลบค่ำ ออกดอกเกือบตลอดปี แต่จะมีปากในช่วงฤดูฝน ปลูกนานกว่า 3 ปี จึงจะออกดอก จำปาเป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง ไม่ชอบที่น้ำขังจะทำให้ตายได้ ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วน โปร่ง อุดมสมบูรณ์ และจำปาเป็นไม้ที่มีประโยชน์ทางด้านสมุนไพร




ชื่อวิทยาศาสตร์   Michelia longifolia Blume
ตระกูล               Magnoliaceae
ชื่อสามัญ           White champae tree
ถิ่นกำเนิด            อินโดนีเซีีย

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
จำปี-จำปา เป็นไม้ดอกยืนต้นที่ปลูกในประเทศไทยเป็นเวลานานแล้ว ในปัจจุบันมีเกษตรกรสนใจปลูกเป็นการค้ากันมากขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บดอกใช้ทำพวงมาลัยหรือใช้ประกอบในงานพิธีต่าง ๆ และยังปลูกตกแต่งสวนได้เพราะว่าทั้งดอกจำปี-จำปามีกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังมีจำปีสีนวล จำปาแขกที่จัดเป็นชนิดเดียวกันอีกด้วย พื้นที่การปลูกจำปี-จำปาในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2534 มีประมาณ 2,000 ไร่ และผลผลิตส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศมีเพียงส่วนน้อยที่เหลือส่งออกมีมูลค่า 8,000 บาท ประเทศที่รับซื้อคือเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม บรูไน (ข้อมูลจากด่านตรวจพืช)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร
ทั้งจำปี-จำปา เป็นไม้ยืนต้นมีลักษณะเป็นพุ่มใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว กว้าง ปลายใบแหลม การออกดอกจะออกที่บริเวณส่วนยอดของกิ่งและตามซอกใบ ดอกมีกลิ่นหอมแต่กลิ่นจะแตกต่างกัน กลีบดอกจำปีมีสีขาว-ขาวครีม ส่วนจำปานั้นกลีบดอกมีเหลืองเข้ม กลีบดอกมี 10-12 กลีบภายในดอกประกอบด้วยเกสรตัวเมีย 1 อันและเกสรตัวผู้มากกว่า 1 อัน



“…สารภียี่เข่งเบญจมาศบุนนาคการเกดลำดวนหอม
แถมนางแย้มแกมสุกรมต้นยมโดยพระพายโชยชื่นใจในไพรวัน…”
พระอภัยมณี : สุนทรภู่
 ชื่ออื่นๆ:Crape myrtle
 ชื่อพฤกษศาสตร์:Lagerstroemia indica L.
 วงศ์:LYTHRACEAE
 ยี่เข่งมีต้นแตกกอ แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบๆ ต้น  ผิวต้นสีเทาเกือบขาว  เรียบ  ลอกได้เป็นแผ่นบางๆ  กิ่งก้านอ่อน มีปีกแคบๆ  ดูเหมือนเป็นรูปสี่เหลี่ยม  ต้นสูงประมาณ 7 เมตร  ใบ เดี่ยว ออกตรงข้ามเรียงเป็นคู่ๆ ไปตามข้อต้น  แต่ใบที่อยู่ตรงส่วนยอดของต้นจะออกสลับกัน   ใบเป็นรูปไข่ โคนใบมน ปลายมนหรือแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบและมัน ท้องใบตรง เส้นกลางใบมีขนสั้นๆ ปกคลุมเล็กน้อย ใบกว้าง  2-4 ซม. ยาว 2.5- 7 ซม. สีเขียว ใบแทบจะไม่มีก้านใบเลย   ดอกช่อ  ออกเป็นช่ออยู่ที่ยอดของต้น ส่วนล่างของดอกเป็นเส้นกลมเล็กๆ  ส่วนบนบานแผ่ออกเป็นกลีบกลมขอบหยิก มีรอยยับย่น 6 กลีบ  สีม่วง หรือชมพู  ขาว แดงแก่ แดงอ่อน แดงดำ เกสรกลางดอกปลายเป็นตุ้มสีเหลือง  ดอกบานเต็มที่ประมาณ 4 ซม.ดอกเล็กกว่าดอกลั่นทมเล็กน้อย มีทั้งดอกซ้อนและดอกลา ดอกซ้อนกลิ่นหอมเย็น  ผล เมื่อดอกร่วงโรยไปจะเป็นผลรูปทรงกลมยาวประมาณ 1 ซม. กว้างประมาณ 1 ซม. ออกดอกตลอดปี  การขยายพันธุ์  เพาะเมล็ด  ตอนกิ่งปักชำ ประโยชน์  ใบ เป็นยาบำรุงหัวใจ   ดอก ใช้ทาแก้ผดผื่นคัน แก้บิด  รากและเปลือกเป็นพิษใช้ผสมยาแก้โรคผิวหนัง  ถิ่นกำเนิด จีน เป็นผู้นำเข้าตอนปลายรัชกาลที่ 3  เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย  ทนแล้ง น้ำกร่อย น้ำเค็มได้ 

  ดอกประดู่

              ประดู่ลำดวนยมโดย                           ลมโชยกลิ่นชวนหอมหวาน
        นางแย้มสายหยุดพุดตาล                          อังกาบชูก้านกระดังงา
                                                                            รามเกียรติ์  : พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1


ชื่อสามัญ Burma Padauk

ชื่อวิทยาศาสตร์ Plerocapus indicus. 

ตระกูล PAPILIONACEAE 

ลักษณะทั่วไปการเป็นมงคลตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูกการปลูกประดู่ประดู่เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ10-25 เมตรผิวเปลือกลำต้นมีสีดำหรือเทาลำต้นเป็นพูไม่กลมแตกกิ่งก้านสาขากว้างมีเรือนยอดทึบแตกเป็นสะเก็ดร่องตื้นๆใบเป็นช่อแตกออกจากปลายกิ่งมีใบย่อยประกอบอยู่ประมาณ 6-12 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปมนรีปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบเป็นมันสีเขียว ใบมีขนาดยาวประมาณ2-3 นิ้ว กว้างประมาณ 1-2 นิ้ว ออกดอกเป็นช่อออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กสีเหลือง ผลมีขนเล็ก ๆปกคลุมขนาดผลโตประมาณ 4-6 เซนติเมตร

คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นประดู่ไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดพลังแห่งความยิ่งใหญ่เพราะ ประดู่ คือ ความพร้อม ความร่วมือ ร่วมใจสามัคคี มีพลังเป็ฯอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากนี้ดอกของประดู่ยังมีลักษณะที่ระดมกันบานเต็มต้นดูลานตา ดังนั้นคนโบราณจึงได้เลือกเอาต้นประดู่เป็นไม้ประจำกอง กองทัพเรือ และคนไทยโบราณยังเชื่ออีกว่า ส่วนของแก่นไม้ยังใช้เป็นศิลปะการดนตรี ที่สำคัญของคนพื้นเมืองในสมัยโบราณอีกด้วย คือใช้ทำเป็นเครื่องเสียงพวกระนาด นั่นก็หมายถึง ความแข็งแกร่ง แข็งแรง
ช้องนาง 
“นาเวศเคลื่อนคล้อยคลา          ล่วงลอยตามชลธาร
ชมไม้ในอุทยาน                            บานเกลื่อนกล่นหล่นเรี่ยราย
ช้องนางนางคลี่ไว้                          คิดทรามวัยเคยสรงสยาย
กลิ่นร่ำน้ำอบอาย                           ไม่วายว่างห่างหอมเอยฯ”

(กาพย์เห่เรือ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Thunbergia repens Linn.
ชื่อภาษาอังกฤษ Bush Clock Vine

ช้องนางเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอาฟริกา เป็นไม้พุ่มเตี้ย แตกกิ่งก้านหนาแน่นใบมนปลาย ใบแหลม ดอกมีสีม่วงเข้ม รูปกรวยปากแตร มีกลีบ ดอก 5 กลีบ ออกดอกได้ตลอดปี สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งในที่รำไรและกลางแจ้ง
ขยายพันธุ์ได้โดยการตัดชำหรือการตอน
กุหลาบ
“…เที่ยวชมแถวขั้นรุกขชาติ
ดอกเกลื่อนดกกลาดหนักหนา
กาหลงกุหลาบกระดังงา
การะเกดกรรณิการ์ลำดวน…”
วรรณคดี  :  “รามเกียรติ์”
ผู้ประพันธ์ : พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ชื่อพฤกษศาสตร์  :  Rosa damascema, Mill.
ชื่อสามัญ          :  Damask Rose, Persia Rose, Mon Rose
ชื่อวงศ์             :  Rosaceae

กุหลาบมอญเป็นไม้ดอกประเภทไม้พุ่มผลัดใบ  ลำต้นตั้งตรง  กิ่งก้านมีหนาม  พุ่มสูงประมาณ ๒ - ๓ เมตร  อายุยืน  แข็งแรง  เป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดจัดอย่างน้อยวันละ ๖ ชั่วโมง  จึงควรปลูกในที่โล่งแจ้งแต่ควรเป็นที่อับลม  ขึ้นได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอ  ชอบน้ำ  แต่ไม่ชอบน้ำขัง  ดินจึงต้องระบายน้ำได้ดี  ชอบอากาศร้อนในตอนกลางวัน  และอากาศเย็นในตอนกลางคืน  กุหลาบมอญนี้ถือได้ว่าเป็นกุหลาบพื้นเมืองของไทย  ใบเป็นใบประกอบชนิดขนนก  มีหูใบ ๑ คู่  มีใบย่อย ๓ - ๕ ใบ  ในก้านช่อใบหนึ่ง ๆ ใบจัดเรียงแบบสลับ  ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน  มีรอยย่นเล็กน้อย  ขอบใบเป็นจักละเอียด  เส้นกลางใบด้านท้องใบมีหนามห่าง ๆ   ดอกมีลักษณะค่อนข้างกลม  กลับดอกเรียงซ้อนกันหลายชั้น  วนออกนอกเป็นรัศมีโดยรอบ  ดอกมีสีชมพูอ่อน  สีชมพูเข้ม  ดอกมักออกเป็นช่อ  ทางปลายกิ่ง  กลีบดอกมีลักษณะปลายแหลมเรียว
การขยายพันธ์ใช้วิธีตอนกิ่ง